|
|
||||
"Carbon Credit Trade"ในวันนี้ถ้านักธุรกิจไม่รู้จัก Carbon Credit คงไม่ได้แล้ว เพราะกำลังเป็นเรื่องสำคัญของโลก ที่แต่ละประเทศต้องทำหน้าที่ลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยลดการปลดปล่อยก๊าซที่เป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO2 มีเทน CH4 ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของการทำธุรกิจประเภทใหม่ในการทำเงินจากการซื้อ-ขาย Carbon Credit ของผู้ประกอบการกับต่างประเทศที่มีหน้าที่ต้องลดก๊าซเหล่านั้น มูลนิธิโตชิบานานาชาติ (Toshiba International Foundation) เพิ่งพาคุณครู 2 ท่าน และนักเรียนวิทยาศาสตร์ 6 คน ที่มีผลงานโครงการเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ พลังงานดีเด่นจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และอัสสัมชัญลำปาง ไปเข้าค่าย “Toshiba International Youth Conference for a Sustainable Future” ร่วมกับคุณครู และนักเรียนจากประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 วันตั้งแต่วันที่ 22-28 กรกฎาคม 2008 เพื่อเปิดโลกทัศน์ของการเรียนรู้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทนของโลกจากผู้เชี่ยวชาญพิเศษในเรื่องนี้ และจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละประเทศ และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เกิดการรวมใจเป็นพลังเครือข่ายของผู้นำเยาวชนโลก Global Leader และผู้นำครูให้กลับไปลงมือทำกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพัฒนาพลังงานทดแทนต่อเนื่องร่วมกัน และที่สำคัญให้ถ่ายทอดเผยแพร่สิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันเหล่านี้กับผู้อื่นที่โรงเรียน ครอบครัว และสังคมที่อยู่ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไปให้กับทุกสังคมโลก โปรแกรมหนึ่งในช่วงของค่าย มูลนิธิได้จัดให้มีการให้ความรู้พิเศษกับคุณครูทั้ง 3 ประเทศ โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยโตเกียวมาสอน และทำกิจกรรมระดมสมองกับคุณครูในหัวข้อ “Global Climate Change Public Policies” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ (United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ที่จะให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ลดภาวะโลกร้อน โดยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Reduction on Greenhouse Gas Emissions) และในปี 1997 มีการทำข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) กำหนดให้ 39 ประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Countries ที่อยู่ใน Annex I ของ Kyoto Protocol) ลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก 5% ตั้งแต่ปี 1990 ถึงปี 2008-2012 (เช่นญี่ปุ่นลด 6% อเมริกาลด 7% EU ลด 8%) ทั้งนี้ยังไม่มีเป้าหมายบังคับให้ประเทศที่กำลังพัฒนาในส่วนที่เหลือ เช่น จีน ไทย อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เป็นต้น เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถลดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา เรือนกระจกลงได้ตามเป้าหมายในประเทศของตัวเอง และประเทศที่อยู่ใน Annex I ถ้าไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้จะถูกปรับที่ Carbon Emission ตันละ 40 USD จึงได้เกิดกลไกของพิธีสารนี้ (Kyoto Mechanism) ให้มีการซื้อขาย Carbon Credit ในระหว่างประเทศสมาชิกของ UN ใช้หลักจากการที่แต่ละประเทศเคยปลดปล่อยก๊าซอยู่ที่เท่าไรในปี 1990 เป็นฐานการคำนวณขั้นต้น (Baseline) ที่จะต้องลดต่อไป กลไกดังกล่าวแบ่งเป็น 3 วิธีดังนี้ 1. Joint Implementation (JI) ได้แก่ประเทศใน Annex I ร่วมมือกันทำโครงการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยที่ประเทศที่ลงทุนกับโครงการนี้สามารถใช้ผลของการลดไปใช้คำนวณ เพื่อให้ถึงเป้าหมายการลดที่ UN กำหนดไว้ 2. Clean Development Mechanism (CDM) ได้แก่ประเทศที่พัฒนาแล้วใน Annex I ร่วมกับประเทศที่กำลังพัฒนานอก Annex I อย่างเช่นประเทศไทยทำโครงการร่วมกัน โดยที่ประเทศที่พัฒนาแล้วลงทุนทางเทคโนโลยีให้โครงการในประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ผลที่ได้รับสามารถใช้เป็นเครดิต เพื่อลดให้ถึงเป้าหมายการลดของประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นให้บรรลุเป้าหมาย 3. (International) Emission Trading ได้แก่การค้าเครดิตกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีประเทศหนึ่งยังมีเป้าหมายที่ต้องลด กับประเทศที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนมีเครดิตเกินมาเก็บและสามารถขายส่วนเกินนี้ให้กับประเทศที่ยังต้องลด ในประเทศไทยเองได้เริ่มมีการทำ Carbon Credit Trading แล้ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัท S.P.M. Feed Mill ซึ่งเป็นฟาร์มหมูที่มีก๊าซมีเทน CH4 จากขี้หมูที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก บริษัทนี้จึงได้ทำโครงการนำก๊าซมีเทนไปเป็น Biodiesel และได้ขาย Carbon Credit นี้ให้กับประเทศเดนมาร์ก คาดว่าจะขายได้ประมาณ 4-5 USD ต่อตัน ได้เริ่มทำมา 4 ปี แล้วกับฟาร์มหมู 3 โรง ซึ่งกลไกในการขายจะมีบริษัทที่มา Certify เพื่อให้ได้รับการยอมรับจาก UN และมีบริษัทโบรกเกอร์มาช่วยดูแลการขายเพราะมีลูกค้าจากหลายประเทศสนใจที่สั่งซื้อ ในขณะเดียวกันก็มีหลายบริษัทในโลกนี้ ที่มีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่พลเมืองร่วมกัน แก้ปัญหาภาวะโลกร้อนโดยไม่ได้ทำเป็น Carbon Trade แต่ตั้งเป้าลด CO2 เพื่อมีส่วนช่วยลดการ ชะลอปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก มีบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศญี่ปุ่นหลายบริษัทได้ประกาศ เป้าหมายในการลด CO2 รวมทั้งบริษัท Toshiba ที่ตั้งเป้าหมายในการลด CO2 เป็น 117.7 ล้านตัน ต่อปีภายในปี 2052 ตัวเลขนี้โตชิบาคิดมาจากการสร้างระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (82 ตันต่อปี) โดยเน้นที่การพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานที่สามารถลด CO2 ให้ได้มากขึ้น (35.7 ตันต่อปี) เป้าหมายของโตชิบานี้เท่ากับการปลดปล่อย CO2 ของเมือง Tokyo ทั้งปีถึง 2 เท่า ในแง่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน โตชิบาเน้นผลิตภัณฑ์แสงสว่าง (Lighting Product) ซึ่งปัจจุบันเป็นตัวสำคัญที่กินไฟถึงประมาณ 16% ของค่าไฟฟ้าในบ้านโดยเฉลี่ย โดยจะเน้นที่หลอดฟลูออเรสเซนท์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหลอด LED เพื่อทดแทนการใช้หลอดไส้ Incandescent Lamp ทั้งหมด และโตชิบาเองได้ปิดโรงงานผลิตหลอดไส้ทั้งหมดทั่วโลกแล้ว จะด้วยการค้าขาย Carbon Credit เป็นโอกาสทางธุรกิจหรือเป้าหมายในการช่วยลด CO2 เพื่อช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ประเทศไทยต้องหันมาเรียนรู้เรื่อง Carbon Credit Trade อย่างจริงจัง และรีบหาหนทางในการสร้างโอกาสนี้เป็นผลดีกับประเทศไทยทั้งทางด้านธุรกิจและด้านสังคม |
|
||||
| |
|||||
| |
|||||
| |
|||||
| |
|||||
COPYRIGHT 2009-2010 All Best Adventure CO.,LTD ALLRIGHT RESERVE.
|
|
||||